ชวนรู้จัก Geomatics เทคโนโลยีภูมิสารสนเทศ อาวุธลับต่อยอดธุรกิจ
ท่ามกลางสมรภูมิธุรกิจที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล การตัดสินใจที่เฉียบคมและแม่นยำคือหัวใจสำคัญของความอยู่รอดและความได้เปรียบในการแข่งขัน ดังนั้นคำถามสำคัญคือ เราจะนำข้อมูลเชิงพื้นที่ (Geospatial Data) มาสร้างให้เกิดเป็น Insight เพื่อช่วยให้เราค้นพบโอกาสทางธุรกิจได้อย่างไร?คำตอบที่ได้อาจมาจากมุมมองที่แตกต่างออกไป ที่หลายคนอาจคาดไม่ถึง นั่นคือมุมมองจาก "อวกาศ" บทความนี้จะพาท่านไปรู้จักกับ Geomatics หรือ เทคโนโลยีภูมิสารสนเทศ ซึ่งบอกเลยว่านี่จะไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป แต่จะเป็นอาวุธลับที่องค์กรชั้นนำระดับโลกใช้ในการวิเคราะห์ ตัดสินใจ หรือแม้กระทั่งสร้างโมเดลธุรกิจใหม่ ๆ ที่ทรงพลัง
ก่อนจะไปเจาะลึกถึงการใช้งานที่หลากหลาย เรามาทำความเข้าใจเกี่ยวกับเทคโนโลยีนี้เบื้องต้นกันก่อน Geomatics คือการบูรณาการศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อตรวจวัด ประมวลผล วิเคราะห์ และแสดงผลข้อมูลเชิงพื้นที่ หรือข้อมูลทุกอย่างที่สามารถอ้างอิงตำแหน่งบนพื้นโลก เปรียบเสมือนการมีดวงตาอัจฉริยะที่มองเห็นภาพรวมทั้งหมดจากหลากหลายมิติ ในขณะเดียวกันก็มีสมองกลที่ช่วยวิเคราะห์หาความเชื่อมโยงที่ซ่อนอยู่ในข้อมูลเหล่านั้น ซึ่งหัวใจสำคัญประกอบด้วย 3 เทคโนโลยีหลักที่ทำงานประสานกันอย่างลงตัว
องค์ประกอบหลักของเทคโนโลยีภูมิสารสนเทศ (Geomatics) มีอะไรบ้าง?
หัวใจสำคัญของภูมิสารสนเทศคือการทำงานร่วมกันของเทคโนโลยีที่ใช้ในการรวบรวมและวิเคราะห์
1. GPS (Global Positioning System): หมุดหมายแห่งความแม่นยำ
.jpg)
หัวใจของ GPS คือการให้คำตอบในมิติของ 'ตำแหน่ง' และ 'เวลา' ทำให้ข้อมูลทางธุรกิจที่เคยบอกได้เพียงว่า 'อะไร' (What) มีความหมายมากขึ้นว่าเกิดขึ้น 'ที่ไหน' (Where) และ 'เมื่อไหร่' (When)GPS คือเครือข่ายดาวเทียมที่โคจรรอบโลก ทำหน้าที่ส่งสัญญาณเวลาที่มีความแม่นยำสูงในระดับนาโนวินาทีมายังเครื่องรับบนพื้นโลก เครื่องรับจะคำนวณระยะห่างจากดาวเทียมอย่างน้อย 4 ดวงเพื่อระบุตำแหน่งด้วยการใช้ ละติจูด ลองจิจูด และความสูงได้อย่างแม่นยำ ผ่านกระบวนการที่เรียกว่า Trilateration
ปัจจุบันเราอาจคุ้นชินกับ GPS ในการเป็นเครื่องมือนำทาง แต่ในโลกธุรกิจ GPS เป็นเทคโนโลยีที่ช่วยเพิ่มมิติของตำแหน่งและความน่าเชื่อถือให้กับข้อมูล โดยมีวัตถุประสงค์หลักดังนี้
-
การจัดการกลุ่มยานพาหนะ (Fleet Management)
ติดตามตำแหน่งรถขนส่งแบบเรียลไทม์ วางแผนเส้นทางที่ประหยัดที่สุด และตรวจสอบพฤติกรรมการขับขี่เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มความปลอดภัย -
การติดตามสินทรัพย์ (Asset Tracking)
นอกเหนือจากรถยนต์ ยังสามารถใช้ติดตามตู้คอนเทนเนอร์ เครื่องจักรกลหนัก หรืออุปกรณ์มูลค่าสูง เพื่อป้องกันการสูญหาย และบริหารจัดการสต็อกได้อย่างมีประสิทธิภาพ -
การเกษตรแม่นยำ (Precision Agriculture)
นำทางรถแทรกเตอร์หรือโดรนเพื่อการเพาะปลูก การให้ปุ๋ย หรือการเก็บเกี่ยวในตำแหน่งที่แม่นยำ ช่วยลดการใช้ทรัพยากรและเพิ่มผลผลิต -
การระบุพิกัดข้อมูล (Geotagging)
การฝังข้อมูลตำแหน่งลงในภาพถ่ายหรือรายงานการสำรวจภาคสนามโดยอัตโนมัติ เพื่อสร้างหลักฐานที่เชื่อถือได้ว่าข้อมูลถูกเก็บมาจากสถานที่ที่ถูกต้อง -
การซิงโครไนซ์เวลา (Time Synchronization)
สัญญาณเวลาที่แม่นยำสูงจากดาวเทียม GPS มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการทำงานของเครือข่ายโทรคมนาคม ระบบธนาคาร และโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grid)
2. GIS (Geographic Information System): สมองกลแห่งการวิเคราะห์เชิงพื้นที่

เมื่อข้อมูลถูกระบุพิกัดตำแหน่งแล้ว GIS จะทำหน้าที่เป็นสมองกลที่นำข้อมูลทั้งหมดมาวิเคราะห์และแสดงผล เพื่อเปลี่ยนข้อมูลดิบให้กลายเป็น Insight สำหรับการตัดสินใจทางธุรกิจหลักการทำงานของ GIS จะเป็นการใช้ระบบคอมพิวเตอร์แสดงผลข้อมูลเชิงพื้นที่ทั้งหมด โดยที่แต่ละชั้นคือชุดข้อมูลที่แตกต่างกัน เช่น ชั้นข้อมูลถนน ชั้นข้อมูลขอบเขตที่ดิน GIS ช่วยให้เราสามารถนำชั้นข้อมูลเหล่านี้มาซ้อนทับกันเพื่อวิเคราะห์หารูปแบบ ความสัมพันธ์ และแนวโน้มที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า โดย GIS สามารถจัดการข้อมูลได้หลากหลายรูปแบบทั้ง Vector ได้แก่ จุด (Point) เส้น (Line) รูปปิด (Polygon) เช่น ตำแหน่งสาขา ถนน ขอบเขตโรงงาน และ Raster ซึ่งจะเป็นข้อมูลแบบตารางพิกเซล เช่น ภาพถ่ายดาวเทียม แผนที่ความร้อน
จะเห็นได้ว่าพลังของ GIS ไม่ได้อยู่ที่การสร้างแผนที่สวยงาม แต่อยู่ที่ความสามารถในการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อตอบคำถามเชิงกลยุทธ์ที่ซับซ้อน โดยมีวัตถุประสงค์หลักในทางธุรกิจ ดังนี้
-
การวิเคราะห์ตลาดและการเลือกทำเล (Market Analysis & Site Selection)
ช่วยให้ธุรกิจเข้าใจว่า ที่ไหนคือทำเลทอง โดยสามารถตอบคำถาม เช่น พื้นที่ใดมีลูกค้ากลุ่มเป้าหมายหนาแน่นและมีคู่แข่งน้อยที่สุด? -
การจัดการโลจิสติกส์และซัปพลายเชน (Logistics & Supply Chain Management)
เพิ่มประสิทธิภาพการเคลื่อนย้ายสินค้าและบริการ GIS สามารถคำนวณเส้นทางที่สั้นที่สุด ประหยัดที่สุด หรือเร็วที่สุด โดยพิจารณาปัจจัยต่าง ๆ เช่น สภาพการจราจรและข้อจำกัดของถนน เพื่อตอบโจทย์ว่าเส้นทางขนส่งใดช่วยลดต้นทุนเชื้อเพลิงได้มากที่สุด? เป็นต้น -
การบริหารความเสี่ยง (Risk Management)
ประเมินและวางแผนรับมือความเสี่ยงเชิงพื้นที่ โดยการซ้อนทับข้อมูลตำแหน่งที่ตั้งของโรงงานกับแผนที่ความเสี่ยงภัยพิบัติ เช่น น้ำท่วม เพื่อตอบคำถามว่า สินทรัพย์ใดของเรามีความเสี่ยงสูงสุดหากเกิดอุทกภัย?
3. Remote Sensing (RS): เทคโนโลยีสำรวจจากระยะไกล

Remote Sensing คือศาสตร์ของการได้มาซึ่งข้อมูลเกี่ยวกับวัตถุหรือปรากฏการณ์ โดยอาศัย "ดวงตา" ที่ติดตั้งอยู่บนดาวเทียมหรือโดรน โดยจะมีเซ็นเซอร์บนดาวเทียมตรวจจับพลังงานแม่เหล็กไฟฟ้า เช่น แสง ความร้อน ที่สะท้อนหรือแผ่ออกมาจากพื้นผิวโลก โดยวัตถุแต่ละชนิดจะมีลายเซ็นสเปกตรัม (Spectral Signature) ที่เป็นเอกลักษณ์ ทำให้เราสามารถจำแนกประเภทการใช้ประโยชน์ที่ดิน ประเมินความสมบูรณ์ของพืชพรรณ หรือตรวจจับการเปลี่ยนแปลงของพื้นที่ได้อย่างครอบคลุม
Remote Sensing คือเครื่องมือเก็บข้อมูลดิบขนาดมหาศาลจากมุมสูง ช่วยให้ธุรกิจมองเห็นภาพรวมและติดตามการเปลี่ยนแปลงในพื้นที่ขนาดใหญ่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีการนำไปใช้ได้อย่างที่หลากหลาย เช่น
-
การเกษตรแม่นยำ (Precision Agriculture)
ใช้ในการประเมินความสมบูรณ์ของพืชผล คาดการณ์ปริมาณผลผลิต และบริหารจัดการการให้น้ำและปุ๋ยได้อย่างเหมาะสมตามสภาพพื้นที่จริง -
การจัดการสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน (Environmental Management & Sustainability)
ติดตามการเปลี่ยนแปลงของพื้นที่ป่าไม้ การประเมินปริมาณการกักเก็บคาร์บอน การตรวจสอบคุณภาพน้ำในแหล่งน้ำขนาดใหญ่ และการประเมินความเสียหายจากภัยพิบัติทางธรรมชาติ -
การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและอสังหาริมทรัพย์ (Infrastructure & Real Estate Development)
ช่วยในการสำรวจและเลือกพื้นที่ที่เหมาะสมสำหรับโครงการขนาดใหญ่ และวิเคราะห์การขยายตัวของเมือง -
การบริหารความเสี่ยงและประกันภัย (Risk Management & Insurance)
ใช้ประเมินความเสียหายของพื้นที่เกษตรกรรมหรือทรัพย์สินหลังจากเกิดภัยพิบัติ เช่น น้ำท่วม หรือไฟป่า เพื่อประกอบการพิจารณาจ่ายค่าสินไหมทดแทน
แนวทางการประยุกต์ใช้สำหรับผู้ประกอบการ : จะเริ่มต้นใช้ Geomatics ในองค์กรได้อย่างไร?
การนำเทคโนโลยีใหม่มาปรับใช้ไม่จำเป็นต้องเป็นการยกเครื่องทั้งหมดในชั่วข้ามคืน แต่ควรเริ่มต้นอย่างมีกลยุทธ์และวัดผลได้-
เริ่มต้นจาก "ปัญหา" ไม่ใช่ "เทคโนโลยี"
คำถามแรกที่ต้องตอบคือ ปัญหาทางธุรกิจอะไรที่ข้อมูลตำแหน่งสามารถช่วยแก้ไขได้? อย่าเพิ่งหลงไปกับความสามารถของเทคโนโลยี แต่ให้มองหา Pain Point ที่มีอยู่จริง เช่น ต้นทุนโลจิสติกส์ที่สูง การเลือกทำเลที่ตั้งที่ขาดข้อมูลสนับสนุน หรือความเสี่ยงด้านซัปพลายเชน -
สำรวจ "ข้อมูล" ที่มีอยู่
Garbage In, Garbage Out คือกฎเหล็กของโลกของข้อมูล ดังนั้นหากมีแนวคิดเริ่มใช้ Data-driven แล้ว ผู้ประกอบการควรเริ่มต้นจากการสำรวจและจัดระเบียบข้อมูลภายในองค์กรที่มีการอ้างอิงตำแหน่งได้ เช่น ที่อยู่ลูกค้า ตำแหน่งที่ตั้งของโรงงานและคลังสินค้า แล้วจึงพิจารณาหาข้อมูลภายนอกมาเสริม -
สร้าง Quick Win จากโครงการนำร่อง
เลือกโครงการขนาดเล็กที่สามารถวัดผลตอบแทนจากการลงทุน (ROI) ได้ชัดเจน เช่น การวิเคราะห์หาเส้นทางขนส่งที่ดีที่สุดเพื่อลดต้นทุนเชื้อเพลิง หรือการใช้ GIS วิเคราะห์หาทำเลเปิดสาขาใหม่ที่มีศักพภาพสูงสุด ความสำเร็จเล็ก ๆ จะสร้างความเชื่อมั่นและแรงผลักดันให้เกิดการยอมรับเทคโนโลยีไปทั่วทั้งองค์กร -
พัฒนาบุคลากรหรือหาพันธมิตร
เทคโนโลยีภูมิสารสนเทศต้องการทักษะเฉพาะทาง พิจารณาลงทุนในการพัฒนาทักษะ (Upskill) ให้กับทีมงาน หรือร่วมมือกับพันธมิตรผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์ เพื่อลดระยะเวลาในการเรียนรู้และรับประกันความสำเร็จของโครงการ
กรณีศึกษาเคสจริง: ประโยชน์จากการใช้ Geomatics ในทางธุรกิจ
เพื่อให้เห็นภาพการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีภูมิสารสนเทศอย่างเป็นรูปธรรม SCGC ไม่เพียงแต่นำเทคโนโลยีเหล่านี้มาเพิ่มประสิทธิภาพภายในองค์กร แต่ยังต่อยอดความเชี่ยวชาญสู่การสร้างโมเดลธุรกิจและโซลูชันใหม่ ๆ ที่ตอบโจทย์ความท้าทายระดับประเทศRenewable Energy Management ยกระดับการจัดการพลังงานหมุนเวียนด้วย Data
- โจทย์ธุรกิจ : การออกแบบและติดตั้งโซลาร์ฟาร์มขนาดใหญ่ จำเป็นต้องมีความแม่นยำสูงสุดเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตพลังงาน และต้องมีการบำรุงรักษาที่รวดเร็วเพื่อลดการสูญเสียโอกาสในการผลิตไฟฟ้า
- โซลูชัน : DRS by REPCO NEX (บริษัทในกลุ่ม SCGC) ใช้ เทคโนโลยีการสร้างแบบจำลอง 3 มิติบนพื้นฐานของ GIS เพื่อออกแบบและคำนวณหาตำแหน่ง องศาการติดตั้งแผงโซลาร์ที่เหมาะสมที่สุด ควบคู่ไปกับการใช้ระบบติดตามและวิเคราะห์ปัญหาแบบเรียลไทม์ที่อ้างอิงตำแหน่งจาก GPS เพื่อให้ทีมซ่อมบำรุงเข้าถึงจุดที่เกิดปัญหาได้อย่างรวดเร็ว
- ผลลัพธ์ : เป็นการสร้างบริการเชิงพาณิชย์ที่มีมูลค่าสูง สร้างความแตกต่างจากคู่แข่งด้วยความแม่นยำ จากการใช้ข้อมูลเข้ามาสร้างมาตรฐานความปลอดภัย ทำให้ลูกค้าสามารถติดตามสถานะได้เองผ่าน Dashboard ได้แบบเรียลไทม์ นับได้ว่าเปลี่ยนจากการเป็นแค่ผู้รับเหมาติดตั้ง สู่การเป็นพันธมิตรในการบริหารจัดการสินทรัพย์พลังงานให้กับลูกค้าในระยะยาว
โครงการ CoP สร้างความร่วมมือด้านสิ่งแวดล้อมด้วย GIS
- โจทย์ธุรกิจ : ในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดที่มีโรงงานหนาแน่น การระบุแหล่งกำเนิดของมลสารในอากาศเป็นเรื่องท้าทายอย่างยิ่ง ทำให้ยากต่อการแก้ไขปัญหาและมักเกิดข้อร้องเรียนจากชุมชน
- โซลูชัน : SCGC ในฐานะผู้ริเริ่มโครงการ ได้ใช้ GIS เป็นแพลตฟอร์มกลาง ในการรวบรวมข้อมูลคุณภาพอากาศจากหลายแหล่ง แล้วนำมาวิเคราะห์ซ้อนทับกับข้อมูลทิศทางลม เพื่อสร้างแบบจำลองการแพร่กระจายของมลพิษ และระบุแหล่งที่มาที่มีความเป็นไปได้สูง (Source Apportionment) ไม่เพียงแต่จะช่วยให้ได้ข้อมูลคุณภาพอากาศที่แม่นยำขึ้น แต่ยังทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนความรู้การจัดการสิ่งแวดล้อมของแต่ละโรงงาน เพื่อร่วมป้องกันและสร้างมาตรฐานสิ่งแวดล้อมที่ดีให้กับชุมชน
- ผลลัพธ์ : โครงการนี้เปลี่ยนแนวคิดการทำงานจากการตั้งรับและแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า นำไปสู่การทำงานเชิงรุกที่สร้างความร่วมมือจากทุกภาคส่วน โดยหน่วยงานที่ดูแลได้สร้างความไว้วางใจระหว่างผู้ประกอบการและชุมชน ลดข้อร้องเรียน พร้อมยกระดับสู่การเป็นผู้นำอุตสาหกรรมด้านความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งมีส่วนสำคัญในการวางรากฐานเชิงนโยบายระดับประเทศต่อไป
บทสรุป : จากพิกัดข้อมูลเชิงพื้นที่ สู่ความได้เปรียบกลยุทธ์ทางธุรกิจ
Geomatics ไม่ใช่เทคโนโลยีสำหรับนักภูมิศาสตร์หรือหน่วยงานภาครัฐอีกต่อไป แต่ได้กลายเป็นเครื่องมือทางธุรกิจที่จำเป็นสำหรับการสร้างความได้เปรียบในยุคดิจิทัล การบูรณาการระหว่าง GPS GIS และ Remote Sensing ได้ปลดล็อกศักยภาพในการเปลี่ยน "ข้อมูลเชิงพื้นที่" ให้กลายเป็น "ข้อมูลเชิงลึกทางธุรกิจ" ที่จับต้องได้สำหรับภาคอุตสาหกรรมไทย นี่คือช่วงเวลาสำคัญในการเริ่มมองภาพธุรกิจผ่านเลนส์ของ Geomatics พร้อมตั้งคำถามกับตัวเองว่า "เราจะเริ่มนำข้อมูลเชิงพื้นที่มาปรับใช้กับโจทย์ธุรกิจได้อย่างไร?" เพื่อสร้างประสิทธิภาพ นวัตกรรม และความยั่งยืนให้องค์กรสามารถเติบโตได้อย่างแข็งแกร่งบนเวทีโลก