Close
|
> NEWS > ภาชนะเมลามีน เลือกใช้อย่างไรให้ปลอดภัย

ภาชนะเมลามีน เลือกใช้อย่างไรให้ปลอดภัย

Publish On 24, Jun 2019 | ภาชนะเมลามีน เลือกใช้อย่างไรให้ปลอดภัย

Technical FAQ: ภาชนะเมลามีน เลือกใช้อย่างไรให้ปลอดภัย

 

เมลามีน ถูกนำมาผลิตเป็นจาน ชาม หรือภาชนะใส่อาหารที่เราคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี เพราะนอกจากความสวยงามของลวดลายที่หลากหลายแล้ว ความคงทนก็นับเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้ร้านค้า ครัวเรือน ต่างเลือกใช้ภาชนะเมลามีนกันอย่างแพร่หลาย

 

จากความนิยมใช้ภาชนะเมลามีนนี้เอง ทำให้มีภาชนะเลียนแบบที่ผลิตจากวัสดุที่มีลักษณะคล้ายเมลามีนวางจำหน่ายตามท้องตลาดมากมาย ซึ่งใช้วัตถุดิบที่ไม่เหมาะสมต่อการผลิตภาชนะบรรจุอาหาร โดยเมื่อนำไปใช้งานแล้วสารเคมีจากภาชนะจะมีโอกาสปนเปื้อนลงสู่อาหารจนก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้บริโภคได้ เมื่อเป็นเช่นนั้นผู้บริโภคจึงควรทราบถึงข้อสังเกตในการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์เมลามีนที่มีคุณภาพที่ได้มาตรฐานอุตสาหกรรมจึงจะไม่ก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพในระยะยาว

 

 

 

 

คุณอุมา บริบูรณ์ นักวิทยาศาสตร์การแพทย์ชำนาญการพิเศษ หัวหน้าฝ่ายวัสดุสัมผัสอาหาร รองผู้อำนวยการสำนักคุณภาพและความปลอดภัยอาหาร ได้ให้ข้อมูลไว้ว่า

 

“ในปี  2556 กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ทำการสำรวจภาชนะที่วางจำหน่ายตามท้องตลาด แล้วนำมาตรวจวิเคราะห์ด้วยเครื่อง Fourier Transform Infrared Spectrophotometer (FT-IR) พบว่ามีทั้งผลิตภัณฑ์เมลามีน-ฟอร์มาลดีไฮด์ (Melamine Formaldehyde) หรือเรียกว่าเมลามีน 100% ซึ่งถูกต้องตรงตามฉลากที่ระบุ และพบผลิตภัณฑ์ยูเรีย-ฟอร์มาลดีไฮด์ (Urea-Formaldehyde) ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่ตั้งใจทำให้ดูคล้ายเมลามีน แต่ไม่เหมาะสมสำหรับการนำมาใช้เป็นภาชนะใส่อาหาร โดยภาชนะที่พบนี้ หากสังเกตด้วยตาเปล่าจะไม่สามารถแยกความแตกต่างได้เลย ทำให้กระทรวงสาธารณสุขต้องมีมาตรการในการรณรงค์ให้ผู้บริโภคหันมาใส่ใจถึงคุณภาพของภาชนะใส่อาหารซึ่งมีผลกระทบต่อสุขภาพของผู้บริโภค”

 

 

 

 

โดยคุณอุมาแนะนำให้ตั้งข้อสังเกตเบื้องต้น ดังนี้

 

  1. ตรวจสอบเครื่องหมายรับรองมาตรฐาน เช่น เครื่องหมายผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมตามมาตรฐานนี้จะต้องผ่านการตรวจสอบทั้งคุณลักษณะที่จำเป็นต่อการใช้งาน และผ่านการตรวจสอบความปลอดภัย สามารถใช้บรรจุอาหารได้ตามที่ฉลากระบุไว้
  2. หากไม่มีเครื่องหมายรับรอง ต้องมีฉลากที่ระบุชนิดของวัตถุดิบที่ใช้ทำผลิตภัณฑ์ว่าเป็นเมลามีน 100%
  3. สังเกตฉลาก ควรมีข้อกำหนดการใช้งาน และมีแหล่งผลิตที่เชื่อถือได้

 

แม้เมลามีน-ฟอร์มาลดีไฮด์ กับ ยูเรีย-ฟอร์มาลดีไฮด์ จะเป็นแอมิโนพลาสติก (Aminoplastic) ในกลุ่มเทอร์มอเซต (Thermoset Plastic) เหมือนกัน แต่ผ่านกระบวนการผลิตต่างกันทำให้ได้ผลลัพธ์ที่แตกต่าง โดยเมลามีนเมื่อทำปฏิกิริยากับฟอร์มาลดีไฮด์จะได้สารประกอบที่มีโครงสร้างการจัดเรียงตัวของโมเลกุลในลักษณะโครงร่างตาข่ายที่แข็งแรงกว่ายูเรียฟอร์มาลดีไฮด์ ที่สำคัญเมลามีน-ฟอร์มาลดีไฮด์ หรือที่ระบุว่า ภาชนะเมลามีน 100% ได้รับการรับรองคุณภาพและความปลอดภัย ตามเกณฑ์มาตรฐานของภาชนะบรรจุที่ทำจากพลาสติก และมาตรฐานผลิตภัณฑ์ มอก. 524-2539 อีกด้วย

 

ความเป็นจริงนั้น ยูเรียฟอร์มาลดีไฮด์ มีคุณสมบัติที่เหมาะสำหรับใช้ในอุตสาหกรรมบางประเภทเท่านั้น อาทิ ตัวถังรถยนต์ เครื่องสุขภัณฑ์ ปลั๊กไฟ เป็นต้น ดังนั้นผู้นำเข้าสินค้าหรือผู้ผลิตจากต่างประเทศที่ไม่มีความรับผิดชอบจึงนำภาชนะเหล่านี้มาจำหน่ายในราคาถูก แต่ภาชนะเหล่านี้ หากสัมผัสกับอาหารที่มีความร้อนสูง มีไขมัน หรือเป็นกรด โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาหารรสจัดของไทย เช่น ต้มยำ แกงส้ม ผัดกะเพรา จะทำให้สารอันตรายจากยูเรีย-ฟอร์มาลดีไฮด์แพร่ออกมาได้ ซึ่งส่งผลกระทบต่อสุขภาพของผู้บริโภคโดยตรง

 

 

 

 

ผู้บริโภคจึงควรตระหนักถึงอันตรายแม้เพียงจุดเล็กน้อยที่อยู่ในการดำเนินชีวิตประจำวัน โดยให้ความสำคัญกับการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ได้รับเครื่องหมายรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ มอก. และผลิตจากบริษัทผู้ผลิตที่น่าเชื่อถือซึ่งได้การรับรองตามมาตรฐาน มอก. เท่านั้น

 

 

 

การทดสอบทางเคมีระหว่าง เมลามีน-ฟอร์มาลดีไฮด์ หรือชิ้นงานเมลามีน 100% (ขวา) และ ยูเรีย-ฟอร์มาลดีไฮด์ (ซ้าย)

 

 

1. สภาพก่อนการทดสอบ เมื่อมองด้วยตาเปล่าจะไม่สามารถสังเกตเห็นความแตกต่างได้เลย

 

สภาพก่อนการทดสอบ

 

 

 

2. ทดสอบด้วยการต้มในน้ำเดือด 10 รอบการทดสอบ พบว่าความเงาของชิ้นงานยูเรีย-ฟอร์มาลดีไฮด์ลดลง ในขณะที่ชิ้นงานเมลามีน 100% จะคงความเงาในลักษณะเดิมอยู่

 

ทดสอบด้วยการต้มในน้ำเดือด 10 รอบการทดสอบ

 

 

 

3. ทดสอบการติดสีด้วยโรดามีน พบว่าชิ้นงานยูเรีย-ฟอร์มาลดีไฮด์ จะติดสีของโรดามีนได้ง่ายมาก แต่ในขณะที่ชิ้นงานเมลามีน 100% จะพบการติดสีที่น้อยกว่า ซึ่งการทดสอบนี้เป็นการจำลองอาหารที่สามารถทิ้งคราบไว้บนภาชนะได้ เช่น แกงส้ม แกงเหลือง เย็นตาโฟ เป็นต้น

 

ทดสอบการติดสีด้วยโรดามีน

 

 

 

4. ทดสอบด้วยกรด พบว่าชิ้นงานยูเรีย-ฟอร์มาลดีไฮด์ ไม่สามารถทนต่อการทดสอบด้วยกรดได้ ส่งผลให้ผิวชิ้นงานถูกทำลายไปอย่างมาก แต่ในขณะที่ชิ้นงานเมลามีน-ฟอร์มาลดีไฮด์ สามารถทนต่อการทดสอบด้วยกรดได้ดี ซึ่งการทดสอบนี้คล้ายกับการจำลองอาหารรสจัดประเภทต้มยำที่คนไทยชื่นชอบ

 

ทดสอบด้วยกรด

 

 

 

การเลือกใช้ภาชนะเมลามีนในปัจจุบัน นอกจากต้องคำนึงถึงกระบวนการผลิตและวัตถุดิบที่ได้มาตรฐานแล้ว เรื่องของดีไซน์สีสัน ลวดลาย ก็นับเป็นอีกปัจจัยที่ผู้บริโภคส่วนใหญ่ให้ความสำคัญ บริษัท ไทย เอ็มเอฟซี จำกัด ในธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี ผู้ผลิตวัตถุดิบเมลามีน จึงพัฒนาผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่องในทุกด้าน ทั้งการวิจัย การออกแบบวัสดุ ตลอดจนการเลือกส่วนผสม เพื่อเพิ่มความสามารถให้ผู้ผลิตจานชามเมลามีนสามารถผลิตสินค้าเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้หลากหลายรูปแบบมากยิ่งขึ้น อาทิ สีเอิร์ธโทน ผิวสัมผัสและลวดลายหินทราย ซึ่งได้รับความนิยมอย่างมาก

 

 

ขอบคุณชิ้นงานจากบริษัท ศรีไทย ซุปเปอร์แวร์ จำกัด (มหาชน)

 

 

หัวข้อที่เกี่ยวข้อง