Close
|
> NEWS > เมื่อเทคโนโลยีเปลี่ยนวิถีผู้บริโภค

เมื่อเทคโนโลยีเปลี่ยนวิถีผู้บริโภค

Publish On 21, May 2018 | เมื่อเทคโนโลยีเปลี่ยนวิถีผู้บริโภค

   ไม่มีใครปฏิเสธว่าเทคโนโลยีสร้างความเปลี่ยนแปลงไปยังทุกกิจกรรมทั่วโลก ไม่เว้นกระทั่งเรื่องของพฤติกรรมการบริโภคของมนุษย์ และวันนี้ แม้แต่ตลาดใหญ่ที่สุดอย่างประเทศจีน นักการตลาดก็กำลังปั่นป่วนเพราะเทคโนโลยีหมุนโลกของผู้บริโภคให้เดินไปอย่างรวดเร็ว

 

 

 

 

   จีนเป็นผู้นำทางเศรษฐกิจในโลกยุคดิจิทัล มูลค่าของธุรกิจอีคอมเมิร์สในประเทศจีนนั้นสูงถึงกว่า 6 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นสัดส่วนราว 14% ของธุรกิจค้าปลีก และบริการของทั้งประเทศ อัตราการเข้าถึงอินเทอร์เนตจากการใช้งานอุปกรณ์สื่อสารไร้สายในจีนเพิ่มขึ้นถึง 95% ของประเทศ โทรศัพท์มือถือเป็นอุปกรณ์ที่ใช้ในการท่องโลกอินเทอร์เนตของชาวจีนคิดเป็นสัดส่วนถึง 2 ใน 3 จากรายงานของ World Economic Forum insight report ระบุว่า อนาคตของจีนในสภาวะที่การบริโภคพลิกโฉมหน้าไปตามยุคดิจิทัล ทำให้จีนในวันนี้เป็นตัวอย่างของตลาดสมาร์ทโฟน และอีคอมเมิร์สที่ทั่วโลกจับตามอง

 

 

     

 

   จีนเป็นตลาดที่ไม่เหมือนใคร ผู้บริโภคในจีนเป็นประเภทตื่นตัว และทรงพลัง มีความสามารถในการเชื่อมต่อถึงกันสูง รวมทั้งในความตื่นตัวไปกับความสะดวกสบายทุกรูปแบบ เจ้าของแบรนด์ต้องทำงานหนักกว่าเก่าในการมองหาที่ทางของตัวเองและผลักดันให้สินค้าเข้าไปอยู่ในชีวิตประจำวันของมนุษย์ นอกจากนั้น ตลาดในประเทศจีนยังมีคุณสมบัติบางประการที่เป็นเอกลักษณ์ บริษัทที่ประสบความสำเร็จ อย่าง Tencent และ Alibaba วางระบบการค้าที่ชาญฉลาดในแนวราบ ด้วยการเสาะหาข้อมูลแบบกว้างๆ จับทุกเรื่องราวการใช้ชีวิตของคน มากกว่าที่จะเจาะลึกข้อมูลในแนวดิ่ง เป็นเชิงลึกสวนทางกับที่องค์กรหลายแห่งในฝั่งตะวันตกเลือกเดิน

 

   นอกจากนั้นกระแสความนิยมชื่นชอบจากผู้บริโภค และความเก่งในเรื่องเทคโนโลยี ทำให้แบรนด์สัญชาติจีนแท้ๆ เริ่มก้าวเข้ามาเป็นคู่แข่งแบรนด์ระดับโลก กลไกการเข้าสู่ตลาดและเข้าสู่ “ใจ” ของผู้บริโภคของแบรนด์ในประเทศไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป เมื่อแบรนด์สัญชาติจีนเริ่มสร้างความผูกพันกับตลาดจีนที่มีผู้บริโภคอยู่ราว 1.3 พันล้านคน

 

 

 

 

   แบรนด์ในประเทศจีน แทบจะเรียกได้ว่ามีเซกเมนท์ หรือกลุ่มเป้าหมายเพียงหนึ่งเดียว เพราะสินค้า หรือบริการเหล่านั้นสามารถออกแบบแบรนด์ของตัวเองให้เหมาะกับความต้องการของลูกค้าแต่ละคนได้ ในขณะที่แบรนด์ระดับโลกเองยังมองหาทางออกไม่เจอว่า จะปรับให้แบรนด์ของตัวเอง ตอบทั้งโจทย์ และใจ ของลูกค้าที่มีความต้องการหลากหลายเช่นนั้นได้อย่างไร การออกแบบแบรนด์เพื่อผู้บริโภค ไม่ได้หมายความว่าเป็นการเลือกเจาะตลาดเฉพาะกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง วันเวลาของตลาด “niche” ในจีนแทบจะจบลงแล้ว ยกตัวอย่างเช่น ยูนิลีเวอร์ ที่พยายามจะใช้กลยุทธ์ จากล้านสู่หนึ่ง เชื่อมโยงกับการสอดแทรกสินค้าของตัวเองเข้าไปในวิถีชีวิตของลูกค้า “แต่ละคน” กลยุทธ์เช่นนี้ถือเป็นก้าวกระโดดที่ยิ่งใหญ่สำหรับแบรนด์ FMCG ระดับโลก วันนี้หลายองค์กรคิดถึงรูปแบบธุรกิจใหม่ที่ต้องโฟกัสที่รูปแบบเศรษฐกิจแบ่งปัน มากกว่าที่จะมุ่งเน้นแต่เพียงการพัฒนาสินค้าเพียงอย่างเดียวเหมือนก่อน

 

   Sharing Economy เศรษฐกิจแบ่งปัน ไร้ซึ่งการครอบครองคืบคลานเข้ามาในจีนอย่างรวดเร็ว มีการคาดการณ์ว่า ในปี 2025 เศรษฐกิจแบ่งปันจะคิดเป็นสัดส่วนถึง 20% ของ GDPในจีน ประชากรจีนกลุ่มมิลเลเนียล และกลุ่มผู้สูงวัยจะเป็นเส้นขนานที่กว้างใหญ่ขึ้น และนักการตลาดต้องคิดให้ตกว่า สินค้าและบริการอะไรจะเข้าไปอยู่ในวิถีชีวิตของคนสองกลุ่มนี้ได้บ้าง

 

   จากการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจแรงงาน มาสู่เศรษฐกิจยุคดิจิทัลของจีน ข้อมูล หรือ Data และปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI เป็นรากฐานของการสร้างนวัตกรรมสู่อนาคต เมื่อ AI ทรงพลังมากขึ้นและทำงานได้ดีในโลกของการสื่อสาร ทั้งทางเสียง หรือ อี คอมเมิร์ส วิถีชีวิตของมนุษย์ที่มีระบบการทำงานของปัญญาประดิษฐ์เข้ามาเสริมความสะดวกสบายก็ไม่ใช่เรื่องใหม่อีกต่อไป

 

 

 

 

   Blockchain ธุรกิจที่ไร้ซึ่งคนกลาง รวมไปถึงกำเนิดของเงินสกุลใหม่ๆ ของโลกดิจิทัลเข้ามาเติมเต็มระบบอีคอมเมิร์สในปัจจุบันเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตลาดจีน หากเราไม่นับเรื่องของ บิทคอยส์ แต่การแทรกตัวของเงินสกุลใหม่ๆ ในแอพลิเคชั่นต่างๆ ทำให้ผู้บริโภครู้สึกถึงความสะดวกสบายและในไม่ช้า ระบบเหล่านี้ก็จะกลายเป็นสิ่งคุ้นชินจนทำให้หลายๆ แบรนด์ต้องเร่งปรับตัวเพื่อการค้าในสกุลเงินดิจิทัล

   

   ตัวอย่างทั้งหมดนี้เป็นเพียงภาพเชิงมหภาคของตลาดจีนในโลกยุคดิจิทัล จากการเคลื่อนตัวของพฤติกรรมผู้บริโภค ส่งผลยิ่งใหญ่ต่อการคิดใหม่ และทำใหม่ของแบรนด์ทั่วโลกที่ในวันนี้ อาจเริ่มมองมุมใหม่จากตลาดจีน และต้องสามารถออกแบบกลยุทธ์ให้ไกลไปถึงตลาดโลกให้ได้ด้วยเช่นกัน

หัวข้อที่เกี่ยวข้อง